บ่ายวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวทีมวยไทยช่อง 7 สีเตรียมระเบิดความมันส์ด้วยโปรแกรม “ศึกมวยไทย 7 สี” จัดเต็ม 6 คู่ ครอบคลุมพิกัด 102–127 ปอนด์ พร้อมสองคู่ปิดรายการที่ 110 และ 104 ปอนด์ ซึ่งต้องวัดกันด้วยความคมชัดของช็อตและวินัยเกมรับระดับสูง ผลชั่งน้ำหนักจริงสะท้อนว่าภาพรวมอยู่ในกรอบใกล้พิกัด ทั้งกรณี “ขาดเล็กน้อย” และ “เกินเล็กน้อย–ถึงปานกลาง” ทำให้เราตีความกลยุทธ์ล่วงหน้าได้ชัดเจนขึ้นว่าคู่ใดเน้นสปีดและการฉาบฉวย คู่ใดเน้นเดินบี้วงในเพื่อใช้แรงปะทะเป็นตัวเร่งคะแนนแบบขยี้ต่อเนื่องในช่วงแลกสั้นและช่วงปลายยกสำคัญ

บทความฉบับนี้ออกแบบเป็น “คู่มือก่อนดูจริง” สำหรับแฟนมวยที่ต้องการอ่านเกมแบบใกล้เคียงกรรมการ โดยยึด 3 เลนส์การตัดสินที่มักชี้ผลในรายการ 7 สี ได้แก่ หนึ่ง ความคมและผลจริงของอาวุธ โดยเฉพาะหมัดตรงสะอาด เตะลำตัวที่ทำให้หยุดหรือเสียสมดุล และศอกสั้นที่ทำให้ภาพคะแนนเด่นชัด สอง การคุมพื้นที่และตำแหน่งยืน ซึ่งสะท้อนผ่านการยึดกลางเวที การตัดมุม และการไม่ถอยเป็นเส้นตรง สาม ภาพปิดยกที่สร้างความทรงจำในสายตากรรมการเมื่อทุกอย่างสูสี โดยเฉพาะ 10–15 วินาทีสุดท้ายของแต่ละยกที่มักพลิกทิศสกอร์ได้เสมอหากช็อตนั้น “มีผลจริง” ชัดเจนต่อคู่ต่อสู้

โปรแกรมศึกมวยไทย 7 สี 9 พ.ย. 2568 | เทียบชั่งจริง ใครได้เปรีย วิเคราะห์ก่อนชก และช็อตชี้ขาด

เมื่อเชื่อมโยงเลนส์ข้างต้นกับข้อมูลชั่งจริง เราพบแนวโน้มสำคัญว่า ฝ่ายที่ “เกินเล็กน้อยถึงปานกลาง” มักได้เปรียบอิมแพคในวงในและการยืนชน แต่ต้องบริหารแรงปลายและวินัยการ์ดช่วงล้าอย่างเข้มงวด ขณะที่ผู้ที่ “ชั่งขาดเล็กน้อย” มักคล่องตัวและฉาก–สวนได้ไว ทว่าทุกช็อตต้องเข้าเป้าอย่างสะอาดจึงจะขึ้นสกอร์ชัดเจน รายการวันนี้จึงเป็นสนามทดลองที่ดีในการจับสัญญาณจังหวะสอง การคืนการ์ดทันทีหลังคอมโบ และการกำกับพื้นที่ด้วยการตัดมุม เพื่ออ่านคะแนนตั้งแต่กลางไฟท์จนสิ้นเสียงระฆังได้อย่างมั่นใจและสนุกยิ่งขึ้น

ตารางโปรแกรมรวม – ศึกมวยไทย 7 สี (9 พ.ย. 2568)

ลำดับ ฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน พิกัด (ปอนด์) ชั่งจริง (แดง/น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก หมายเหตุเชิงแทคติก
คู่ที่ 1 นฤเดช เพชรเกียรติเพชร วังไพร รถสวยจ่าเจต 102 102.6 / 101.2 แดงเกิน 0.6 / น้ำเงินขาด 0.8 หนักเฉียด ๆ ปะทะคล่อง จับตาภาพปิดยก
คู่ที่ 2 ไกรทอง พึยู.ผ้าใบ เด็กดอย ทีเอ็น.มวยไทย 126 125.8 / 126.8 แดงขาด 0.2 / น้ำเงินเกิน 0.8 คล่อง vs อิมแพค วงใน–ฉีกมุมชี้ผล
คู่ที่ 3 พยัคฆ์สุรินทร์ เจพี.พาวเวอร์ ไข่มุกขาว เบสชะอวด 127 127.2 / 128.8 แดงเกิน 0.2 / น้ำเงินเกิน 1.8 วงในดุ น้ำเงินมวลเด่น แดงต้องเริ่ม–จบก่อน
คู่ที่ 4 ปีใหม่ เอราวัณ ดอกไม้ป่า สันติอุบล 123 123.4 / 123.2 แดงเกิน 0.4 / น้ำเงินเกิน 0.2 สมดุลสูง แลกสั้นคม คุมระยะสำคัญ
คู่ที่ 5 นรสิงห์ ว.จักรวุฒิ อาซีส เอราวัณ 110 110 / 110 เท่า / เท่า แทคติก–ความนิ่ง–ภาพจำท้ายยกชี้ทาง
คู่ที่ 6 แสงเพชร ว.เรี่ยมสวรรค์ เพชรพยัคฆ์ ทูเอ็นเทค 104 104 / 105 แดงเท่า / น้ำเงินเกิน 1.0 เทคนิคนิ่ง vs อิมแพค ต้องวัดแรงปลาย

จากตารางรวมจะเห็นว่าโทนทั้งรายการมีความใกล้เคียงพิกัดสูง ส่งผลให้ “คุณภาพของช็อต” และ “การคุมพื้นที่” มีน้ำหนักต่อคะแนนมากกว่าปริมาณการออกอาวุธ คู่เปิดที่ 102 ปอนด์เริ่มด้วยความเร็วและการฉาก–สวนเด่นชัด ก่อนยกระดับสู่พิกัดกลาง 126–127 ปอนด์ที่ผสมแรงปะทะกับเทคนิคอย่างลงตัว ต่อเนื่องไปยัง 123 ปอนด์ที่เน้นความละเอียดของการคุมระยะ แล้วขยับสู่ 110 ปอนด์ซึ่งเท่าพิกัดทั้งสองฝั่ง วัดกันที่ความนิ่งทางแทคติกล้วน ๆ ปิดรายการด้วย 104 ปอนด์ที่น้ำเงินเกิน 1 ปอนด์ น่าจับตาว่าแดงจะยึดพื้นที่ได้นิ่งเพียงใด และน้ำเงินจะรักษาแรงปลายกับการ์ดช่วงล้าให้คมต่อเนื่องถึงระฆังสุดท้ายได้หรือไม่

เลนส์การตัดสินที่ใช้ตลอดรายการ

เลนส์แรกคือ “ความคมและผลจริงของอาวุธ” ให้สังเกตหมัดตรงสะอาด เตะลำตัวที่ทำให้ชะงัก และศอกสั้นที่ทำให้เสียสมดุล ซึ่งล้วนสร้างภาพคะแนนเด่นชัดกว่าอาวุธจำนวนมากที่ไม่เข้าเป้า เลนส์ที่สองคือ “การคุมพื้นที่และตำแหน่งยืน” ซึ่งปรากฏผ่านการยึดกลางเวที ตัดมุมเพื่อบีบคู่แข่งให้ออกจากโซนปลอดภัย และไม่ถอยเป็นเส้นตรงเพื่อเลี่ยงการถูกไล่บี้ เลนส์สุดท้ายคือ “ภาพปิดยก” ช่วง 10–15 วินาทีสุดท้ายที่มักชี้ขาดยกเมื่อทุกอย่างสูสี การทำช็อตเดียวให้มีผลจริงย่อมมีคุณค่าทางคะแนนมากกว่าการออกยาวที่ไร้ผลสัมผัสชัดเจน

เมื่อนำเลนส์ทั้งสามมาตีความแนวโน้มจากน้ำหนักชั่งจริง เราคาดว่า “เกินเล็กน้อย–ปานกลาง” จะช่วยให้การยืนชนในวงในแน่นขึ้น แต่ต้องระวังความล้าช่วงปลายยก ขณะที่ “ขาดเล็กน้อย” จะเพิ่มความคล่องในการฉาก–สวนและการเปลี่ยนเลน แต่ช็อตทุกครั้งต้องลงเป้าเพื่อให้กรรมการเห็นผลจริงอย่างไม่เคลือบแคลง การผสมเลนส์การให้คะแนนกับคุณสมบัติของแต่ละพิกัดและความต่างของมวล จะทำให้การรับชมสนุกและคาดการณ์กระแสคะแนนได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นตลอดทั้งรายการ

คู่ที่ 1 – พิกัด 102 ปอนด์: นฤเดช เพชรเกียรติเพชร vs วังไพร รถสวยจ่าเจต

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
102 ปอนด์ 102.6 101.2 แดงเกิน 0.6 / น้ำเงินขาด 0.8 1.4 ปอนด์ (แดงหนักกว่า) แดงบวกสั้น–ปิดการ์ดไว / น้ำเงินฉีกมุม–ตั้งเตะคั่น ภาพปิดยก + การคืนการ์ดหลังคอมโบ

นฤเดชได้เปรียบอิมแพคเล็กน้อยจากการชั่งเกิน 0.6 ปอนด์ จึงควรยึดเกมแลกสั้นในระยะประชิด เปิดด้วยเตะลำตัวหรือหมัดตรงเพื่อให้วังไพรหยุด ก่อนสอดศอกสั้นปิดจังหวะและรีบปิดการ์ดเพื่อลดช่องสวน ขณะที่วังไพรซึ่งขาด 0.8 ปอนด์ควรใช้ความคล่องธรรมชาติให้เกิดผล ตั้งเตะคั่นหยุดจังหวะคู่ต่อสู้ ฉาก–ตัดมุมเพื่อหลบแนวปะทะ แล้วสอดหนึ่ง–สองลงเป้าสะอาด จากนั้นรีเซ็ตระยะทันที การถอยเป็นเส้นตรงควรหลีกเลี่ยงเพราะเปิดทางให้ถูกบี้ติดตัวและเสียพื้นที่สะสม

ปัจจัยชี้ขาดคือ “ภาพปิดยก” และ “การคืนการ์ด” หากฝ่ายใดรีเซ็ตการ์ดช้าหลังปล่อยชุดเพียงเสี้ยววินาที โอกาสโดนศอกเฉียงหรือหมัดตรงสวนจะสูงทันที โดยเฉพาะในยกแรกที่ทั้งสองยังสดและสปีดสูง การทำช็อตคมช่วง 10–15 วินาทีสุดท้ายจะผลักคะแนนให้เทเข้าหาอย่างชัด แม้จำนวนช็อตรวมจะสูสี การจัดลำดับแบบเริ่มก่อน–จบก่อนภายในหนึ่งแฟรม จะช่วยขโมยแต้มและลดความเสี่ยงจากการยืดคอมโบโดยไม่จำเป็นได้อย่างมีนัยสำคัญ

คู่ที่ 2 – พิกัด 126 ปอนด์: ไกรทอง พึยู.ผ้าใบ vs เด็กดอย ทีเอ็น.มวยไทย

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
126 ปอนด์ 125.8 126.8 แดงขาด 0.2 / น้ำเงินเกิน 0.8 1.0 ปอนด์ (น้ำเงินหนักกว่า) แดงตัดมุม–หนึ่งสองเร็ว / น้ำเงินคุมวงใน–ศอกสั้น รีไฮเดรชัน–แรงปลาย–ไม่ติดเชือก

เด็กดอยชั่งเกิน 0.8 ปอนด์ บอกใบ้เกมเดินค้ำคุมวงใน ใช้เข่าตรงและศอกสั้นเป็นตัวเร่งภาพคะแนน ขณะที่ไกรทองซึ่งขาด 0.2 ปอนด์มีข้อได้เปรียบด้านความคล่อง ควรเริ่มจากการตัดมุมให้คู่ต่อสู้ถอยเป็นเส้นตรง ตามด้วยหมัดหนึ่ง–สองที่สะอาดแล้วรีเซ็ตระยะทันที เมื่อถูกบีบจนใกล้เชือกต้องตีมุมออกด้านข้างมากกว่าถอยตรง เพื่อตัดวงจรการบี้ติดตัวของน้ำเงิน ลดเวลาปะทะในเลนเสียเปรียบ และคงความคมของจังหวะสองไว้เสมอ

ความแตกต่างจะเด่นชัดในยกสองและยกสาม เมื่อ “แรงปลาย” และ “การ์ดช่วงล้า” ถูกทดสอบ หากน้ำเงินรีไฮเดรตดีและดันเพซอย่างมีแบบแผน แต้มจากวงในจะไหลต่อเนื่อง แต่หากเร่งเกินจนการ์ดตก แดงที่ฉาบฉวยไวสามารถสวนหมัดตรงหรือศอกเฉียงให้เห็นผลจริงชัดเจนและพลิกกระแสได้ทันที เงื่อนไขสำคัญของแดงคือ “ไม่ติดเชือก” ส่วนของน้ำเงินคือทำให้งานวงในมีผลจริงทุกครั้ง ไม่ปล่อยชุดยาวจนหลวมและเสียภาพคุมเกมในช่วงท้ายยก

คู่ที่ 3 – พิกัด 127 ปอนด์: พยัคฆ์สุรินทร์ เจพี.พาวเวอร์ vs ไข่มุกขาว เบสชะอวด

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
127 ปอนด์ 127.2 128.8 แดงเกิน 0.2 / น้ำเงินเกิน 1.8 1.6 ปอนด์ (น้ำเงินหนักกว่า) แดงเริ่มก่อน–จบก่อน / น้ำเงินบี้วงใน–เข่าตรง–กันศอกสวน วินัยการ์ดช่วงล้า + ช็อตปิดยก

ไข่มุกขาวได้เปรียบมวลชัดเจนจากการเกิน 1.8 ปอนด์ แนวเกมจึงเหมาะกับการเดินบี้วงในต่อเนื่อง ใช้เข่าตรงสะสมงานและศอกสั้นตัดจังหวะใกล้ตัว ส่วนพยัคฆ์สุรินทร์แม้เกินเพียง 0.2 ปอนด์ แต่ยังสามารถคุมกระแสได้ด้วยหลัก “เริ่มก่อน–จบก่อน” ทุกแฟรมของการแลก เปิดงานให้ชัดแล้วรีบปิดการ์ด ไม่ยืดคอมโบจนเปิดช่องสวน ตำแหน่งเท้าควรกินพื้นที่เหนือครึ่งก้าวเพื่อบังคับไลน์ปะทะให้ตัวเองกำหนด และหลีกเลี่ยงการถอยตรงที่ทำให้ถูกกดติดเชือกง่าย

ยกสามจะทดสอบ “วินัยการ์ดช่วงล้า” และ “ภาพปิดยก” อย่างเข้มข้น หากน้ำเงินยังคุมวงในได้แน่นและไม่ปล่อยชุดยาวจนหลวม แต้มจะไหลเข้าหาต่อเนื่อง แต่หากชะล่าใจหรือเพซตก แดงมีช่องฉวยจังหวะสองด้วยหมัดตรงหรือศอกเฉียงก่อนระฆังเพื่อดึงคะแนนกลับทันที การกำกับระยะ การไม่ถอยเส้นตรง และการรีเซ็ตพื้นที่รวดเร็ว คือหลักประกันผลลัพธ์ของไฟท์ที่มวลต่างกันชัดเจนคู่นี้

ตารางมวยไทย พร้อมลิ้งก์ ดูมวยสดวันนี้ ทุกศึกทุกสังเวียนดวล ดูถ่ายทอดสดมวยวันนี้

คู่ที่ 4 – พิกัด 123 ปอนด์: ปีใหม่ เอราวัณ vs ดอกไม้ป่า สันติอุบล

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
123 ปอนด์ 123.4 123.2 แดงเกิน 0.4 / น้ำเงินเกิน 0.2 0.2 ปอนด์ (แดงหนักกว่าเล็กน้อย) แลกสั้นคุณภาพ–เตะลำตัว–หมัดตรง / คุมระยะ คุมระยะ > ปริมาณ / ภาพจำท้ายยก

คู่นี้สมดุลสูงในด้านน้ำหนัก จึงชี้ขาดด้วยความประณีตของรายละเอียด ปีใหม่ควรใช้เตะลำตัวและหมัดตรงที่คมเป็นตัวนำเพื่อลดลมหายใจคู่แข่ง แล้วบวกสั้นปิดการ์ดทันทีเพื่อปิดช่องสวน ขณะที่ดอกไม้ป่าต้องยืนตำแหน่งเหนือเสี้ยวหนึ่ง รักษาระยะกลางไม่ให้ถูกบีบ และเลือกสวนในวินาทีที่คู่ต่อสู้ยืดตัวเกินจำเป็น ศอกสวนในจังหวะดึงตัวมีน้ำหนักทางสายตาสูง และทำให้ภาพคะแนนพลิกได้ทันทีหากเข้าเป้าอย่างสะอาด

ในไฟท์ที่ละเอียดเช่นนี้ “การคุมระยะ” มีค่าน้ำหนักมากกว่าปริมาณอาวุธ หากฝ่ายใดควบคุมจุดชนและเส้นทางเคลื่อนที่ได้ต่อเนื่อง จะสร้างโอกาสให้ช็อตสำคัญเข้าเป้าโดยใช้จำนวนไม่น้อย “ภาพจำท้ายยก” อย่างหมัดตรงใสหรือเตะลำตัวจนหยุด คือเครื่องมือกวาดคะแนนเมื่อช่วงต้นยกสูสี การคืนการ์ดไวหลังคอมโบและการไม่ยืดแลกยาวคือวินัยหลักที่จะทำให้ผลตัดสินเอนมาทางตนอย่างมีเอกภาพ

คู่ที่ 5 – พิกัด 110 ปอนด์: นรสิงห์ ว.จักรวุฒิ vs อาซีส เอราวัณ

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
110 ปอนด์ 110 110 เท่า / เท่า 0.0 ครองกลางเวที–ตัดมุม–ตั้งงานเร็ว / สวนคมจังหวะสอง ความต่อเนื่องของงาน + ภาพปิดยก

เมื่อน้ำหนักเท่ากันเป๊ะ เกมจะถูกชี้ด้วยแทคติกและความนิ่ง นรสิงห์ควรยึดกลางเวทีเป็นศูนย์กลาง ตัดมุมให้คู่ต่อสู้ถอยเส้นตรงก่อนตั้งงานด้วยแย็บและเตะยาวสะสมแต้ม ขณะที่อาซีสต้องอ่านแพตเทิร์นของแดงให้ไว รอสวนคมในจังหวะสองด้วยหมัดตรงหรือศอกสั้นที่ทำให้หยุดชั่วขณะ แล้วรีเซ็ตระยะทันทีไม่เปิดโอกาสให้ถูกบี้ติดตัว ความสามารถในการเปิด–ปิดชุดแบบสั้นกระชับคือหัวใจของการรักษาความปลอดภัยเชิงแทคติกในไฟท์นี้

สิ่งที่ชี้ผลคือ “ความต่อเนื่องของงาน” และ “ภาพปิดยก” ฝ่ายที่ทำงานต่อเนื่องไม่สะดุด ไม่ปล่อยให้คู่แข่งได้ออกของฟรี และปิดยกด้วยช็อตคมหนึ่งครั้งจะกุมคะแนนไปเรื่อย ๆ แม้จำนวนอาวุธรวมไม่ต่างกันมาก การคืนการ์ดทันทีหลังคอมโบ การไม่หลุดโฟกัส และการเคลื่อนตัวออกด้านข้างเมื่อใกล้เชือก คือสามเสาหลักที่จะช่วยตรึงภาพคุมเกมไว้บนสกอร์การ์ดอย่างเด่นชัดจนสิ้นเสียงระฆัง

คู่ที่ 6 – พิกัด 104 ปอนด์: แสงเพชร ว.เรี่ยมสวรรค์ vs เพชรพยัคฆ์ ทูเอ็นเทค

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
104 ปอนด์ 104 105 แดงเท่า / น้ำเงินเกิน 1.0 1.0 ปอนด์ (น้ำเงินหนักกว่า) แดงหลอกนำ–ฉาก–สวน / น้ำเงินเดินชั้น–บวกสั้น–ปิดการ์ด แรงปลาย–การ์ดไม่ตก–ช็อตชัดท้ายยก

เพชรพยัคฆ์เกินหนึ่งปอนด์ทำให้อิมแพคในวงในเด่นกว่าแน่ แนวเกมของน้ำเงินจึงควรเป็นการเดินชั้นคงที่ บังคับให้แสงเพชรถูกกดให้อยู่ในเลนรับ แล้วบวกสั้นด้วยหมัดหรือศอกก่อนรีบปิดการ์ดไม่ให้เปิดช่องสวน ส่วนแสงเพชรที่ชั่งเท่าพิกัดต้องเน้นเทคนิคนิ่ง หลอกนำดึงการ์ดคู่ต่อสู้ แล้วฉาก–สวนด้วยหมัดตรงหรือเตะลำตัวเข้าเป้าสะอาด จากนั้นรีเซ็ตระยะทันทีเพื่อลดเวลาปะทะในพื้นที่เสียเปรียบมวล และคงความคมของจังหวะสองไว้สม่ำเสมอ

ยกสามคือบทพิสูจน์ “แรงปลาย” และ “การ์ดไม่ตก” หากน้ำเงินเดินมากจนล้าและรีเซ็ตการ์ดช้าลง แดงจะมีโอกาสฉวยช็อตคมใน 15 วินาทีสุดท้ายเพื่อพลิกคะแนนกลับมา ในทางกลับกัน หากแดงถอยเป็นเส้นตรงโดยไม่คืนงาน ภาพการคุมเกมจะเทไปทางน้ำเงินทันที โจทย์คือเลือกแลกเฉพาะจังหวะได้เปรียบ ยืนตำแหน่งเหนือครึ่งก้าว และปิดยกให้ชัดทุกยก เพื่อผนึกภาพรวมบนสกอร์การ์ดให้มั่นคงทั้งสามยกในไฟท์ปิดรายการ

ภาพรวมแนวโน้มและโฟลว์ของรายการ

เรียงตามลำดับคู่จะเห็นโฟลว์ที่พาผู้ชมไต่จากเกมสปีดสูงและฉาบฉวยในพิกัด 102 ปอนด์ สู่พิกัด 126–127 ปอนด์ที่ผสานแรงปะทะกับเทคนิคอย่างลงตัว ต่อด้วย 123 ปอนด์ที่เน้นความละเอียดของการคุมระยะและการเลือกแลกช็อตมีผลจริง ไปยัง 110 ปอนด์ที่เท่าพิกัดทั้งสองฝั่ง วัดกันที่แทคติกและสมาธิเต็มรูปแบบ และปิดท้ายด้วย 104 ปอนด์ซึ่งชั่งเกินชัดในฝั่งน้ำเงิน เป็นบททดสอบว่าฝ่ายหนักจะรักษาแรงปลายได้หรือฝ่ายเท่าพิกัดจะฉกจังหวะสองปิดเกมช่วงท้ายยกได้ดีกว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้รายการมีทั้งความเร็ว ความคม และอิมแพค ครบเครื่องในบ่ายเดียว

เคล็ดลับการดูให้สนุกและอ่านเกมใกล้เคียงกรรมการ คือโฟกัส 4 สัญญาณหลักตลอดรายการ ได้แก่ การยึดกลางเวทีและการตัดมุมเพื่อบังคับเลนการเคลื่อนที่ของคู่ต่อสู้ การคืนการ์ดทันทีหลังคอมโบเพื่อลดช่องสวนและรักษาภาพป้องกัน จังหวะสองที่ลงเป้าอย่างสะอาด โดยเฉพาะหมัดตรง ศอกสั้น และเตะลำตัวที่ทำให้หยุดหรือเสียสมดุลทันที และ ภาพปิดยกใน 10–15 วินาทีสุดท้ายที่มักชี้ผลเมื่อตลอดยกสูสี หากตามสัญญาณทั้งสี่ควบคู่ค่าชั่งจริงและธรรมชาติพิกัดของแต่ละคู่ คุณจะคาดการณ์ทิศทางคะแนนได้ตั้งแต่กลางไฟท์และเพลิดเพลินกับการวิเคราะห์เชิงแทคติกได้อย่างเต็มที่