เสาร์บ่ายนี้เวทีมวยสยามอ้อมน้อยเตรียมต้อนรับ “ศึกพีพีทีวี เกียรติเพชร Topking” กับโปรแกรม 6 คู่ที่คัดแล้วว่าถูกจริตคนดู ทั้งรูปแบบมวยเชิงจังหวะสอง เกมบู๊วงใน และการประมือเชิงแทคติกแบบแลกสั้นปิดการ์ดไว โดยตารางชั่งจริงสะท้อนภาพรวมที่ “ใกล้เคียงพิกัด” แทบทุกคู่ ทำให้การตัดสินใจของกรรมการจะยิ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพช็อตที่มีผลจริง การคุมวงและตำแหน่งยืนรวมถึง “ภาพปิดยก” ที่สร้างรอยจำในวินาทีสุดท้ายของยกนั้น ๆ มากกว่าปริมาณอาวุธล้วน ๆ ที่ไม่เข้าเป้าชัดเจน ซึ่งทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงในบทความนี้ให้พร้อมใช้งานทันทีบนเว็บไซต์ของคุณ

เราเรียบเรียงข้อมูลในรูปแบบที่ผู้อ่านนำไปใช้ดูสดได้สะดวก เริ่มด้วยตาราง Fight Card รวม จากนั้นแยก “ตารางย่อยรายคู่” พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึก 2–3 ย่อหน้าในแต่ละคู่ เพื่อชี้แนวโน้มแทคติกและปัจจัยชี้ขาดจากค่าชั่งจริง พิกัด และธรรมชาติของรุ่นน้ำหนักที่แตกต่างกัน จุดสำคัญที่ควรจับตาคือ “ความคมของช็อต” กับ “ความนิ่งของเกมรับช่วงล้า” เพราะหลายคู่เป็นรูปแบบหนักปะทะสูสีที่อาจพลิกด้วยหมัดตรงหนึ่งดอกหรือศอกสั้นเพียงครั้งเดียวในช่วงท้ายยก ผู้ที่บริหารแรง ปิดการ์ดเร็ว และควบคุมระยะได้ดีจะมีโอกาสชูมือมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

โปรแกรมมวย ศึกพีพีทีวี เกียรติเพชร 8 พ.ย. 68 |  เทียบชั่งจริง ใครได้เปรียบ ณ เวทีมวยสยามอ้อมน้อย เริ่มเวลา 14.30 น.

ตารางประกบคู่รวม

ลำดับ ฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน พิกัด (ปอนด์) ชั่งจริง (แดง/น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก หมายเหตุเชิงแทคติก
คู่ที่ 1 ซุปเปอร์จิ๋ว ส.พงษ์อมร เพชรใหม่ เพชรสมนึก 100 97.6 / 95.6 ขาด 2.4 / ขาด 4.4 สปีดสูง ฉาบฉวยเข้า–ออก ต้องปิดยกคม
คู่ที่ 2 พรเพชร ส.ราชภูมิ เพชรสิงห์ขร ส.สมานการ์เม้นท์ 112 113.8 / 111.8 เกิน 1.8 / ขาด 0.2 หนัก vs คล่อง วงใน–ฉีกมุมจะชี้ผล
คู่ที่ 3 แสงตะวัน ส.พงษ์อมร ยอดบัวงาม ลูกกันทระ 121 122.6 / 120.8 เกิน 1.6 / ขาด 0.2 อิมแพคเด่น ฝ่ายขาดต้องรีเซ็ตระยะไว
คู่ที่ 4 ยอดกัณฑ์ ช้างนครศรี เจมส์ศักดิ์ แสงทองค้าแก๊ส 113 113.6 / 114.4 เกิน 0.6 / เกิน 1.4 แลกสั้นคุณภาพ วินัยการ์ดช่วงล้า
คู่ที่ 5 ธีฤทธิ์ ช้างนครศรี ยอดเพทาย อ.เบญจมาศ 101 101 / 101 เท่า / เท่า แทคติกจัดเต็ม คุมพื้นที่–ภาพปิดยก
คู่ที่ 6 เพชรอานนท์ ศิษย์ครูเจี๊ยบ เทพวารี ศิษย์ อบต.จ้อน 108 108.4 / 107.4 เกิน 0.4 / ขาด 0.6 หนักเฉียด ๆ ปะทะคล่อง ต้องแม่นสวน

ตารางรวมสะท้อนความหลากหลายของธรรมชาติไฟท์ในบ่ายนี้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่พิกัด 100 ปอนด์ที่ทั้งสองขาดพิกัดซึ่งบ่งชี้ว่าความเร็วและการฉาบฉวยจะเป็นโจทย์หลัก ไปจนถึงพิกัด 112–121 ปอนด์ซึ่งมีฝั่ง “เกินมาก” พบ “ขาดเล็กน้อย” ทำให้เกมชิงจังหวะระหว่างแรงปะทะกับความคล่องเกิดขึ้นตลอดยก นอกจากนั้นยังมีคู่ที่ “เท่าพิกัด” สองฝ่ายอย่างพิกัด 101 ปอนด์ ซึ่งมักชี้ขาดกันด้วยรายละเอียดจุกจิกอย่างตำแหน่งเท้า การคุมศูนย์กลางเวที การตัดมุมไม่ให้ถอยเส้นตรง และการปิดยกที่มีผลจริงต่อสายตากรรมการ

อีกประเด็นสำคัญคือช่วง “แรงปลาย” และ “วินัยการ์ด” โดยเฉพาะคู่ที่มีฝั่งเกินพิกัดมากกว่าหนึ่งปอนด์ ฝ่ายที่ได้เปรียบมวลจะสามารถกดเกมวงในและบังคับจังหวะได้ดี แต่ต้องระวังการ์ดตกในช่วงท้ายยก เพราะหากโดนสวนคมเพียงครั้งเดียว ภาพจำก่อนระฆังอาจตัดสินความรู้สึกของกรรมการไปทั้งยก ในทางกลับกัน ฝ่ายที่คล่องกว่าเมื่อขาดพิกัดเล็กน้อยต้องเล่นให้ “สะอาดและมีผลจริง” ทุกครั้งที่เข้า–ออก ไม่เช่นนั้นปริมาณอาวุธจะไม่ก่อคะแนนอย่างที่หวัง

คู่ที่ 1 – พิกัด 100 ปอนด์: ซุปเปอร์จิ๋ว ส.พงษ์อมร vs เพชรใหม่ เพชรสมนึก

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
100 ปอนด์ 97.6 95.6 แดงขาด 2.4 / น้ำเงินขาด 4.4 2.0 ปอนด์ (แดงหนักกว่า) ตั้งเตะคั่น–หนึ่งสองเร็ว–ไม่ยืดแลก ภาพปิดยก > ปริมาณช็อต / การคืนการ์ด

ทั้งสองฝ่ายชั่งขาดพิกัดค่อนข้างมากสำหรับรุ่น 100 ปอนด์ ซึ่งโดยธรรมชาติจะทำให้เกมเดินเร็วและการเปลี่ยนเลนต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญ ซุปเปอร์จิ๋วแม้ชั่งมากกว่าน้ำเงิน 2 ปอนด์ แต่ยังอยู่ในโซน “ขาด” ที่เน้นความคล่องมากกว่าหนักปะทะ จึงควรใช้แย็บและตั้งเตะคั่นเพื่อขโมยจังหวะ สอดหมัดตรงหนึ่ง–สองสร้างความชัดแล้วรีเซ็ตระยะทันที ส่วนเพชรใหม่ต้องใช้การฉาก–ตัดมุมเพื่อลดเวลาปะทะระยะใกล้ ไม่ยืดคอมโบให้เปิดช่องสวน ระยะกลางแบบเข้า–ออกสั้น ๆ จะทำให้ภาพสกอร์ชัดเจนโดยไม่ต้องเสี่ยงมาก

ในมุมการให้คะแนน เกมที่ทั้งสอง “ขาดพิกัด” จะเน้นที่ “คุณภาพของช็อต” และ “ภาพปิดยก” เป็นพิเศษ กรรมการมักให้ค่าน้ำหนักกับจังหวะที่ทำให้คู่ต่อสู้หยุดหรือเสียสมดุลกลางยก และยิ่งสำคัญเมื่อเกิดใน 10–15 วินาทีสุดท้าย ฝ่ายที่คืนการ์ดเร็วหลังทุกคอมโบและไม่ถอยเป็นเส้นตรงจะกำกับทิศทางคะแนนได้ดีกว่า แม้จำนวนอาวุธรวมจะไม่ได้มากก็ตาม

คู่ที่ 2 – พิกัด 112 ปอนด์: พรเพชร ส.ราชภูมิ vs เพชรสิงห์ขร ส.สมานการ์เม้นท์

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
112 ปอนด์ 113.8 111.8 แดงเกิน 1.8 / น้ำเงินขาด 0.2 2.0 ปอนด์ (แดงหนักกว่า) แดงเดินค้ำ–คลินช์–ศอกสั้น / น้ำเงินฉีกมุม–รีเซ็ต รีไฮเดรชัน–แรงปลาย–ไม่ติดเชือก

พรเพชรได้เปรียบมวลชัดเจนจากการชั่งเกิน 1.8 ปอนด์ ขณะที่เพชรสิงห์ขรขาดเล็กน้อย 0.2 ปอนด์ จึงคาดว่ารูปเกมจะเป็น “หนักปะทะ vs คล่องฉาบฉวย” แดงควรเดินค้ำอย่างเป็นชั้น ใช้การล็อกวงในเสริมด้วยศอกสั้นตัดเกมในระยะประชิดเพื่อสะสมคะแนนทางสายตา ส่วนน้ำเงินต้องเปลี่ยนเลนและฉีกมุมตลอดเวลา ไม่ยืนให้ถูกบี้ติดตัว และเมื่อหลุดวงในให้รีเซ็ตระยะด้วยเตะยาวก่อนเล่นงานหนึ่ง–สองเพื่อขโมยคะแนนกลับมา

ปัจจัยตัดสินยกสองและสามคือ “แรงปลาย” กับ “คุณภาพรีไฮเดรชัน” หากฝ่ายที่เกินมากเริ่มล้าและการ์ดตก ปากทางสวนของน้ำเงินจะเปิดกว้างทันที โดยเฉพาะหมัดตรงหรือศอกเฉียงที่จิ้มเข้าเป้าชัดเจน ในทางกลับกัน หากน้ำเงินถูกบีบติดเชือกและไม่สามารถฉีกมุมได้ต่อเนื่อง คะแนนจะเทไปหาแดงอย่างสม่ำเสมอ การไม่ติดเชือกและไม่ยืดคอมโบเกินจำเป็นคือคำตอบของเกมนี้

คู่ที่ 3 – พิกัด 121 ปอนด์: แสงตะวัน ส.พงษ์อมร vs ยอดบัวงาม ลูกกันทระ

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
121 ปอนด์ 122.6 120.8 แดงเกิน 1.6 / น้ำเงินขาด 0.2 1.8 ปอนด์ (แดงหนักกว่า) แดงบี้ติดตัว–เข่าตรง–กันศอก / น้ำเงินตัดมุม–สวนคม การ์ดช่วงล้า + ภาพจำท้ายยก

แสงตะวันได้อิมแพคเพิ่มจากการชั่งเกิน หน้าที่คือกดระยะให้ถึงตัวเร็วที่สุดแล้วใช้เข่าตรงสลับศอกสั้นเพื่อบั่นทอนกำลังของยอดบัวงาม ในขณะที่ยอดบัวงามมีจุดได้เปรียบเชิงคล่องจากการขาดเล็กน้อย กลยุทธ์คือการ “ตัดมุม–เปลี่ยนแกน” ไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้ยืนตั้งลำบ่อย ๆ และเมื่อหลุดออกจากระยะประชิดให้รีเซ็ตด้วยแย็บหรือเตะลำตัวก่อนค่อยสอดหมัดตรงเพื่อทำคะแนนที่ชัดกว่า

เกมนี้จะตัดสินมากในช่วงท้ายยก เพราะเมื่อความล้าเริ่มกัดกินวินัยเกมรับ ฝ่ายที่ยังคืนการ์ดได้ทันและมีช็อตคมหนึ่งครั้งก่อนระฆังจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ แดงต้องระวังศอกย้อนยามบุกประชิด ขณะที่น้ำเงินต้องระวังโดนกดติดเชือกจนนับแต้มยาว ภาพจำท้ายยกคือคีย์ของคู่นี้โดยแท้

ตารางมวยไทย พร้อมลิ้งก์ ดูมวยสดวันนี้ ทุกศึกทุกสังเวียนดวล ดูถ่ายทอดสดมวยวันนี้

คู่ที่ 4 – พิกัด 113 ปอนด์: ยอดกัณฑ์ ช้างนครศรี vs เจมส์ศักดิ์ แสงทองค้าแก๊ส

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
113 ปอนด์ 113.6 114.4 แดงเกิน 0.6 / น้ำเงินเกิน 1.4 0.8 ปอนด์ (น้ำเงินหนักกว่า) แลกสั้นคุณภาพ–เตะลำตัว–ศอกสวน วินัยการ์ดช่วงล้า + คุมกลางเวที

ทั้งสองชั่งเกิน ทำให้เกมปะทะมีมวลและอิมแพคพอสมควร จุดต่างคือเจมส์ศักดิ์หนักกว่าเล็กน้อย จึงควรเริ่มจากการคุมกลางเวทีและตัดทางหนีให้ยอดกัณฑ์ต้องยืนรับแรงชน ก่อนใช้เตะลำตัวสลับหมัดตรง แล้วบวกสั้นด้วยศอกเพื่อย้ำผล ส่วนยอดกัณฑ์ต้องวางจังหวะให้เป็นระเบียบ ใช้การเข้าปะทะที่ “เริ่มก่อน–จบก่อน” ในหนึ่งแฟรม ลดโอกาสเปิดไหล่ให้โดนศอกสวนกลับ

ยกท้ายจะเป็นช่วงคัดคุณภาพของเกมรับที่แท้จริง หากใครยังคงการ์ดได้ครบและออกช็อตมีผลจริงแม้ในภาวะล้า จะยึดภาพเหนือกว่าอย่างต่อเนื่อง การครองกลางเวทีทำให้กรรมการเห็นความเป็นฝ่ายคุมเกมชัดเจนกว่า และเมื่อผนวกกับช็อตคม ๆ ปิดยก โอกาสคว้าชัยจะสูงขึ้นทันที

คู่ที่ 5 – พิกัด 101 ปอนด์: ธีฤทธิ์ ช้างนครศรี vs ยอดเพทาย อ.เบญจมาศ

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
101 ปอนด์ 101 101 เท่า / เท่า 0.0 ตัดมุม–ตั้งงานเร็ว–ปิดการ์ดทันที ภาพปิดยก + การคุมพื้นที่ต่อเนื่อง

เมื่อทั้งสองเท่าพิกัดแบบสมบูรณ์ เกมจะพึ่งพา “แทคติก” และ “ความนิ่ง” ล้วน ๆ ธีฤทธิ์ควรเริ่มจากการตัดมุมเพื่อบังคับให้ยอดเพทายเดินในเลนที่คาดเดาได้ จากนั้นตั้งงานด้วยแย็บและเตะยาวเพื่อเก็บแต้ม ก่อนรีเซ็ตระยะไม่ให้เปิดช่องสวน ในทางกลับกัน ยอดเพทายต้องอ่านสัญญาณการเข้า–ออกของคู่ต่อสู้ให้ทัน ใช้หมัดตรงหรือศอกเฉียงสวนในคาบเดียวกับที่แดงกำลังดึงตัวออก จังหวะสั้นที่คมชัดหนึ่งครั้งมีค่ามากกว่าการไล่คอมโบที่ไม่เข้าเป้า

ปัจจัยชี้ขาดคือ “ภาพปิดยก” ร่วมกับ “การคุมพื้นที่” หากฝั่งใดครองกลางเวทีและปิดยกด้วยช็อตคมอย่างสม่ำเสมอ คะแนนจะไหลเข้าหาฝ่ายนั้นทีละยก ความสม่ำเสมอมีความหมายมากกว่าการโชว์ชุดใหญ่เป็นครั้งคราว การคืนการ์ดทันทีหลังเสร็จชุดคือวินัยที่จำเป็นเพื่อไม่เสียแต้มจากการสวนกลับ

คู่ที่ 6 – พิกัด 108 ปอนด์: เพชรอานนท์ ศิษย์ครูเจี๊ยบ vs เทพวารี ศิษย์ อบต.จ้อน

พิกัด ชั่งจริง (แดง) ชั่งจริง (น้ำเงิน) สถานะน้ำหนัก ส่วนต่าง โฟกัสแทคติก ปัจจัยตัดสิน
108 ปอนด์ 108.4 107.4 แดงเกิน 0.4 / น้ำเงินขาด 0.6 1.0 ปอนด์ (แดงหนักกว่าเล็กน้อย) แดงแลกสั้น–คุมวงใน / น้ำเงินสวนตรง–เตะตัดล่าง แรงปลาย–การ์ดไม่ตก–ช็อตปิดยก

เพชรอานนท์ได้เปรียบมวลเพียงเล็กน้อย แต่พอเพียงสำหรับการเน้น “แลกสั้น–คุมวงใน” เพื่อสะสมแต้มทางสายตาจากการบวกที่มีน้ำหนัก ส่วนเทพวารีขาด 0.6 ปอนด์ คาดว่าจะคล่องตัวกว่า จึงควรใช้หมัดตรงสวนและเตะตัดล่างเพื่อตัดฐานทันทีที่แดงเริ่มจังหวะ ช่วงเข้า–ออกต้องไม่ยืดคอมโบและต้องรีบปิดการ์ด ลดโอกาสศอกย้อนที่มักเกิดในระยะใกล้

ยกสุดท้ายคือบทพิสูจน์ “แรงปลาย” และ “การ์ดไม่ตก” หากฝ่ายใดยังคงความคมไว้ได้และเก็บ “ช็อตปิดยก” เด็ดหนึ่งครั้ง คะแนนจะพลิกได้แม้ยกก่อนหน้าจะสูสี การวางแผนใช้พลังอย่างเป็นระบบและเลือกเสี่ยงแลกเฉพาะช่วงที่ได้เปรียบตำแหน่งยืนคือหัวใจของชัยชนะในคู่นี้

ภาพรวมแนวโน้มและโฟลว์ของรายการ

เมื่อมองทั้งหกคู่เรียงตามลำดับ จะเห็นการไต่ระดับที่ชัดเจนจากเกมสปีดสูงในรุ่น 100 ปอนด์ สู่ความเข้มข้นของแรงปะทะและวงในในรุ่น 112–121 ปอนด์ ก่อนจะกลับเข้าสู่สมดุลเชิงเทคนิคในรุ่น 113 และปิดท้ายด้วยพิกัด 108 ที่ต้องวัดกันด้วยแรงปลายกับความคมของช็อตปิดยก จุดร่วมของทุกคู่คือ “คุณภาพของอาวุธที่มีผลจริง” มากกว่าปริมาณ และ “การคุมเวที” ที่ช่วยให้กรรมการเห็นว่าใครเป็นฝ่ายกำกับจังหวะ การตั้งเตะคั่นเพื่อตัดเกม การไม่ถอยเป็นเส้นตรง และการคืนการ์ดทันทีหลังคอมโบ ล้วนเป็นรายละเอียดที่ทำให้คะแนนค่อย ๆ เทเข้าหาฝ่ายที่มีวินัยกว่าตลอดทั้งงาน

สำหรับผู้ชมที่ต้องการอ่านเกมได้แม่นยำ แนะนำโฟกัส 4 สัญญาณหลัก ได้แก่ (1) การยึดกลางเวทีและตัดมุม (2) การคืนการ์ดทันทีหลังปล่อยชุด (3) จังหวะสองที่มีผลจริง โดยเฉพาะหมัดตรง ศอกสั้น และเตะลำตัวที่เข้าเป้าชัด และ (4) ภาพปิดยกที่ทิ้งรอยจำใน 10–15 วินาทีสุดท้าย หากเฝ้าดูสัญญาณเหล่านี้ควบคู่ค่าชั่งจริงและพิกัดของแต่ละคู่ คุณจะเห็นทิศทางคะแนนตั้งแต่กลางยก และสนุกกับการคาดการณ์ผลรวมได้อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้นจนจบรายการ